แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สถาปัตยกรรมไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สถาปัตยกรรมไทย แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

เรือนกาแล

เรือนกาแล
เรือนกาแลเป็นเรือนสำหรับผู้มีฐานะทางสังคม หรือผู้นำชุมชน หรือชนชั้นสูงในสังคม เอกลักษณ์สำคัญคือมีกาแลไม้แกะสลักอย่างสวยงามประดับบนยอดจั่ว และเป็นเหตุให้เรียกเรือนประเภทนี้ว่า เรือนกาแล

เรือนกาแลปลูกสร้างด้วยไม้จริง มีความประณีตเรียบร้อยมากกว่าเรือนของสามัญชนทั่วไป มีแบบแผนการสร้างที่ชัดเจน และระเบียบมากกว่าเรือนทั่วไป เรือนกาแลเหลืออยู่น้อยมากในปัจจุบัน และที่เหลือเก็บไว้ก็เพราะเหตุผลด้านอนุรักษ์เป็นส่วนใหญ่ ส่วนเรือนกาแลที่ผู้คนใช้อยู่อาศัยกันจริงแทบจะหาไม่ได้แล้ว เพราะการเปลี่ยนแปลงค่านิยมการปลูกสร้างบ้านเรือน โดยเฉพาะในชนชั้นสูงในสังคมที่เคยเป็นกลุ่มที่ปลูกเรือนกาแลอยู่อาศัย ได้เปลี่ยนไปสร้างบ้านเรือนตามแบบกรุงเทพฯหรือตะวันตกเป็นส่วนมาก สามัญชนที่พอมีฐานะ มีศักยภาพที่จะปลูกสร้างบ้านเรือนมีราคาได้ก็สร้างเรือนไม้ ทั้งเรือนบ่าเก่าและเรือนสมัยกลางกันมากกว่า โดยดัดแปลงไปจากเรือนกาแลในระยะแรก ก่อนจะเปลี่ยนแปลงไปจากเรือนกาแลอย่างสิ้นเชิงในระยะต่อมา


ลักษณะของเรือนกาแล

- ลักษณะเป็นเรือนแฝดหรือเรียกว่าสองหลังร่วมพื้นขนาด 5 ห้องเสา

- เรือนแฝดและเรือนครัวเชื่อมกันแบบหลวมๆ และการประกอบเข้าด้วยกันของรูปทรงเป็นแบบ dynamic balance

- เรือนแฝดกาแลไม่นิยมทำให้มีขนาดเท่ากัน แต่ใหญ่กว่ากันเล็กน้อย โดยเรือนนอนพ่อแม่จะมีช่วงเสาด้านสกัด (Bay) กว้างกว่าเรือนอีกหลัง








กาแล ลักษณะเป็นไม้แกะสลัก 2 อันไขว้ประดับยอดจั่ว ความหมายไม่สามารถระบุได้ชัดเจน มีความเชื่อหลายอย่างเช่น ป้องกันแร้งและกามาเกาะบนหลังคา พม่าบังคับให้ติดเพื่อให้แตกต่างจากบ้านพม่า ข้อเท็จจริงคือมีเรือนของชาติพันธ์ต่างๆใช้สัญญลักษณ์แบบเดียวกัน เช่น ไทลื้อ ไทดำ ลัวะ ลาว เขมร อินโด มาเลย์ ฯลฯ ซึ่งล้วนบูชาควายประกอบพิธีทั้งสิ้น และบางแห่งใช้เขาควายประดับบนสันหลังคาด้วย

ประกอบกับการทำฝาเรือนด้านข้างผายออก และเรียกแผ่นไม้แกะสลักเหนือประตูห้องนอนว่า หำยนต์ จึงมีผู้สันนิษฐานว่า ชาวล้านนาต้องการออกแบบเรือนให้มีลักษณะของควาย ใช้กาแลแทนเขา ฝาผายออกคล้ายลำตัวควาย และเรียกหำยนต์ซึ่งอยู่ตำแหน่งใกล้เคียงกับหำของควาย



ยกใต้ถุนสูง ใช้งานเอนกประสงค์พื้นที่ใต้ถุนเรือน



มีฮ่อมรินแล่นกลาง มีระดับพื้นต่ำกว่าระดับพื้นเรือนนอน มักทำเป็นช่องโล่งหัวท้ายไม่กั้นฝา

ฮ่อมริน คือ ระเบียงทางเดินที่อยู่ระหว่างเรือนแฝดสองหลัง ซึ่งมีรางน้ำวิ่งอยู่ตรงกลาง (ฮ่อม=ช่องหรือร่อง, ริน=รางน้ำ)



เติ๋น พื้นที่กึ่งเปิดโล่ง ยกพื้น เอนกประสงค์ เปรียบเหมือน Living room หรือ Living Area ใช้งานสารพัด ตั้งแต่ ทำงานต่างๆ นั่งพักผ่อน ต้อนรับแขก ตลอดจนกางมุ้งนอนบริเวณนี้
ฝาเรือนบริเวณเติ๋นนี้ บางครั้งจะทำฝาไหล เปิดรับลมเมื่อนั่งอยู่ที่เติ๋นได้



ระเบียง(พื้นที่เปิดโล่งมีหลังคาคลุม)และชาน(พื้นที่เปิดโล่งไม่มีหลังคาคลุม)เป็นพื้นที่เชื่อมหน่วยต่างๆเข้าด้วยกัน
และมีร้านน้ำสร้างลอยตัวลักษณะคล้ายเรือนหลังเล็กอยู่บริเวณชานหน้าใกล้บันได หรือชานหลังใกล้ครัว



ประตูเรือนนอนที่ติดกับเติ๋นนิยมติดหำยนต์ ป้องกันความชั่วร้ายหรืออัปมงคลเข้าไปในเรือนนอน และใช้เป็นเหมือนสัญญลักษณ์แสดงเขตหวงห้าม หรือที่ส่วนบุคคลให้บุคคลอื่นรู้และไม่ล่วงเข้าไป หำยนต์เป็นของเฉพาะบุคคลที่มีขนาดเป็นจำนวนเท่าของความยาวปลายเท้าถึงส้นเท้าของเจ้าของเรือน กี่เท่าก็แล้วแต่จะได้ความยาวประมาณช่องประตู ต้องเป็นไม้แผ่นเดียวแกะสลักลวดลายสวยงาม หากมีการขายเรือน เจ้าของจะแกะหำยนต์ไว้ไม่ขายไปพร้อมกับเรือน

เรือนพื้นถิ่นในภาคเหนือ

เรือนพื้นถิ่นในภาคเหนือ
ปัจจุบันเรานับเอาดินแดนตอนบนของไทย ได้แก่ เขต 8 จังหวัดในภาคเหนือ คือจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน พะเยา น่าน ลำพูน ลำปาง แพร่ เป็นภูมิภาคล้านนา เพราะเป็นดินแดนของอาณาจักรล้านนาในอดีต และมีวัฒนธรรมใกล้เคียงกันเป็นแบบล้านนา มีเมืองเชียงใหม่เป็นศูนย์กลาง

การตั้งถิ่นฐาน
- สภาพทางภูมิศาสตร์ของภาคเหนือที่เป็นที่ราบลุ่มภูเขาและหุบเขาทำให้มีลักษณะของการตั้งถิ่นฐาน 2 แบบ คือ

1. - ตั้งบนที่สูง ตามทิวเขา หุบเขา ได้แก่กลุ่มชาติพันธ์ต่างๆ(ชาวเขา) ปลูกข้าวไร่หรือทำไร่เลื่อนลอย

2. - ตั้งตามที่ราบลุ่ม ทำนาแบบทดน้ำระบบเหมืองฝาย น้ำท่วมขังต้นข้าวซึ่งมีความแน่นอนและได้ผลผลิตสูงกว่า พอเลี้ยงผู้คนได้เป็นจำนวนมาก



- ล้านนามีสภาพการตั้งถิ่นฐานและลักษณะหมู่บ้าน 3 ลักษณะ คือ

1. หมู่บ้านป่าหรือชนบท

เป็นหมู่บ้านที่ตั้งโดดเดี่ยวห่างไกล ติดต่อกับภายนอกน้อย จึงมีลักษณะที่เลี้ยงตัวเองมาก วัสดุก่อสร้างเรือนพักอาศัยเป็นวัสดุในท้องถิ่นเป็นหลัก การก่อสร้างก็เป็นการสร้างกันเองหรือลงแขก มากกว่าที่จะมีผู้มีอาชีพช่างสร้างให้

2. หมู่บ้านนอกเขตเมือง

มักเกิดตามแนวเส้นทางสัญจร มีตลาดและศูนย์กลางปกครองท้องถิ่นเป็นศูนย์กลาง เป็นตัวกลางแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างเมืองกับชนบท หรือระหว่างชุมชนเอง หมู่บ้านเหล่านี้ได้รับความเจริญด้านการก่อสร้างจากเมือง มีวัสดุก่อสร้างใหม่ๆ มีการใช้ช่างก่อสร้างเช่น ช่างไม้ มากกว่าการสร้างกันเองหรือลงแขก อาคารมีความประณีตมากขึ้นและมีลักษณะเป็นอาคารถาวรมากขึ้น ใช้กระเบื้องมุงหลังคา เช่นกระเบื้องดินเผา กระเบื้องซิเมนต์

3. หมู่บ้านในเขตเมือง

หมู่บ้านเหล่านี้ อาจอยู่ภายในหรือชานเมืองใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางหลักของจังหวัดหรือภูมิภาค ที่แม้ความเจริญทำให้เสียลักษณะของหมู่บ้านไปแล้ว แต่รูปแบบหรือลักษณะทางกายภาพของตัวเรือนยังคงมีเอกลักษณ์หลงเหลืออยู่ ส่วนใหญ่เป็นเรือนไม้ของชนชั้นกลาง



รูปแบบของหมู่บ้าน 2 ลักษณะ1. หมู่บ้านแบบกระจายตัวตามแนวยาว (Linear scatter)

2. หมู่บ้านแบบกระจายเป็นกระจุก (Clustered scatter)



การจัดการน้ำด้วยระบบเหมืองฝายของชุมชนล้านนา

ด้วยภูมิประเทศที่ไม่ใช่ที่ราบเหมือนภาคกลาง แต่ประกอบไปด้วยภูเขา เนินและที่ราบสูงต่ำไม่เสมอกันของล้านนา การนำน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติคือแม่น้ำสายต่างๆไปสู่พื้นที่ต่างๆที่ห่างไกลออกไปเพื่อการบริโภคและเกษตรกรรมจึงต้องอาศัยการชลประทานที่ดีและได้ผล ชาวล้านนารู้จักการทำระบบชลประทานมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์มังรายหรือก่อนหน้านั้นและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง มีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับระบบเหมืองฝายของล้านนาดังนี้

- พงศาวดารโยนกตอนหนึ่งว่า “ข้าจักลอมน้ำอันหนึ่งฟากน้ำปิง กล้ำวันออกให้เป็นแม่น้ำ ให้ชาวบ้านชาวเมืองแป๋งฝายเอาน้ำเข้านา”

- ชุมชนทำระบบเหมืองฝายเอง ทางการหรือชนชั้นปกครองไม่ได้ทำให้ แต่จะกำหนดนโยบายหรือให้คำแนะนำหรือจัดการเหมืองฝายขนาดใหญ่ให้ และส่งน้ำให้ชาวบ้านจัดการระบบเหมืองฝายขนาดเล็กในแต่ละชุมชนเอง

- ชนชั้นปกครองขุดเหมืองทำฝายเป็นพิธีกรรมแสดงอำนาจ เช่น พญามังรายขุดร่องน้ำประกาศชัยชนะต่อลำพูน

- มังรายศาสตร์กำหนดให้เป็นการร่วมแรงกันสร้างและบำรุงรักษาเหมืองฝาย มีการกำหนดโทษในการขโมยน้ำและทำเหมืองฝายชำรุดไว้ว่า “มันผู้ใดทำลายฝาย ให้เอาไปตัดหัว”

- ชาวล้านนามักเลือกทำเหมืองฝายบริเวณที่มีห้วยไหลมาจากเขา หรือตอนบนสุดของที่ราบ โดยทำทำนบกั้นแล้วส่งน้ำไปตามลำเหมืองสู่ที่ราบข้างล่าง

- เหมืองขนาดใหญ่ทำขวางลำน้ำ ยกระดับน้ำขึ้น ไหลสู่ลำเหมืองส่งไปเลี้ยงทุ่งนาได้เป็นบริเวณกว้าง โดยทำลำเหมืองขนาดต่างๆลดหลั่นกันไป

- ฝาย ใช้ไม้เป็นหลัก ตอกกั้นลำน้าเป็นแนวหนา โคนเสาเป็นตะแกรงไม้ไผ่สาน บรรจุแขนงไม้ลงไป หินกรวดทรายเททับลงไปเป็นคันกั้นน้ำ

- เหมืองเก่าแก่ คือ เหมืองแข็ง สร้างสมัยพญามังราย อ้ายฟ้าเกณฑ์ชาวหริภุญชัย มาขุดเหมืองขนาดใหญ่เชื่อมน้ำกวงกับน้ำแม่ปิงผ่านบริเวณพันนาเชียงเรือ ต่อมาสมัยพญากือนาเปลี่ยนชื่อเป็น เหมืองแก้ว

- แก่ฝาย และแก่เหมือง คือหัวหน้าชาวบ้านที่คอยดูแลการแจกจ่ายน้ำ ยุติข้อพิพาทแย่งน้ำ และปัญหาอื่นๆในการบริหารจัดการน้ำ รวมถึงการกำหนดวันเวลาในการเกณฑ์กำลังชาวบ้านมาสร้างหรือซ่อมแซม ขุดลอก เหมืองฝาย ซึ่งชาวบ้านจะเลือกผู้ใหญ่ที่ชาวบ้านยอมรับนับถือ มีคุณธรรม ชาวบ้านเชื่อถือ

- ปัจจุบันยังมีหลายพื้นที่ที่ชาวบ้านร่วมกันวางกฎระเบียบการใช้น้ำขึ้นใช้เฉพาะถิ่น ต่างๆกันไปแล้วแต่พื้นที่ มีธรรมเนียมการลงโทษผู้ฝ่าฝืน แต่ลดน้อยลงไปมาก ความเจริญ อุตสาหกรรมและการท่องเที่ยวเข้าสู่พื้นที่ เกิดความขัดแย้ง แก่ฝาย แก่เหมืองก็ไม่สามารถเจรจาไกล่เกลี่ยหรือยุติข้อพิพาทได้ เพราะเป็นนายทุนจากนอกพื้นที่

เรือนไม้ล้านนา
เป็นเรือนของผู้มีฐานะดี ใช้ไม้จริงทั้งหลัง ใต้ถุนสูง หลังคามุงกระเบื้อง มีขนาดใหญ่ขึ้น อาจมีมากกว่า 1 ห้องนอน เป็นเรือนที่คลี่คลายแบบแผนการสร้างมาจากเรือนกาแล ใช้รูปแบบและความพิถีพิถันน้อยลง เพราะเป็นเรือนสำหรับสามัญชนที่กฎเกณฑ์ด้านฐานานุศักดิ์สถาปัตยกรรมลดลง จากเดิมที่สามัญชนจะสร้างได้แต่เรือนไม้บั่วเท่านั้น เรือนไม้จริงหรือเรือนกาแลนั้นสงวนไว้สำหรับผู้มีศักดิ์ทางสังคมสูง อาจเป็นผู้นำในสังคมหรือเจ้านาย หลังคาทรงสูงของเรือนกาแลถูกปรับลดลง ป้านลง ไม่มีการประดับตกแต่ง ซึ่งอาจเป็นเพราะไม่ต้องการทำให้ทัดเทียม หรือเป็นเพราะฐานะราคาที่ถูกกว่าทรงสูง หรืออาจเป็นเพราะมีวัสดุมุงหลังคาชนิดใหม่ๆเกิดขึ้น เช่นกระเบื้องคอนกรีต สังกะสี ความจำเป็นที่ต้องทำหลังคาทรงสูงให้น้ำฝนไหลเร็วเพื่อแก้ปัญหาหลังคารั่วจากวัสดุมุงแบบเก่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือไม่มีการประดับกาแล แต่แบบแผนการใช้พื้นที่หรือผังพื้นยังคงเป็นแบบหรือใกล้เคียงแบบประเพณีเดิม

เรือนไม้มีการใช้ช่างไม้ออกแบบก่อสร้างแทนการสร้างเองโดยเจ้าของและเพื่อนบ้าน ทำให้รูปแบบของเรือนประเภทนี้จึงแตกต่างกันไปมากมาย มีความซับซ้อนทางสถาปัตยกรรมมากขึ้น นอกชานด้านหน้าบ้านเหลือน้อยลง หรือตัดออกไป หรือเพิ่มหลังคาคลุมส่วนชานนี้เสีย

เรือนไม้นี้ ในระยะต่อมาเมื่อล้านนารับวัฒนธรรมการปลูกเรือนจากภาคกลางในช่วงรัชกาลที่ 5 ก็มีการปรับเปลี่ยนเพิ่มความซับซ้อนทางสถาปัตยกรรม ประดับประดามากขึ้นตามแบบแผนบ้านพักอาศัยในกรุงเทพฯที่ได้รับอิทธิพลจากเรือนพื้นถิ่นอังกฤษที่เรียกว่า เรือนขนมปังขิง และมีการใช้ลายไม้ฉลุประดับตกแต่ง ชาวบ้านเรียกเรือนในยุคนี้ว่า เฮือนสมัยกลาง โดยเรียกเรือนไม้ตามแบบเดิมว่า เฮือนบ่าเก่า

ผังเรือนไม้ที่ยังคงรักษารูปแบบเรือนแฝด มีช่องระเบียงทางเดินแคบๆกั้นกลางและเป็นช่องทางเดินออกไปสู่ส่วนหลังบ้านซึ่งมักจะเป็นครัวไฟและชานหลัง มีเติ๋นอยู่ในตำแหน่งเดิมที่เคยมีในเรือนกาแล คือหน้าห้องนอนและมีประตูติดต่อกัน


เรือนไม้แบบเรือนแฝด




เรือนไม้แบบเรือนเดี่ยว ที่มีนอกชานวิ่งยาวตามแนวระเบียงทางเดิน



เรือนไม้แบบเรือนแฝดขนาดใหญ่ที่อำเภอแม่แจ่ม

มีเรือนขวางอยู่ด้านหน้าคลุมส่วนชานหน้าไว้ และเรือนขวางด้านหลังเป็นครัวไฟ



เรือนหลังนี้ยกใต้ถุนสูงเพื่อใช้งานเอนกประสงค์ บันไดขึ้นสู่ชานหน้ามีหลังคาคลุม ใต้ชานพักบันไดมีกระเบื้องดินขอที่เก็บไว้สำหรับซ่อมแซมหลังคา เพราะกระเบื้องดินขอนั้นบอบบางและแตกหักง่าย



เรือนไม้แบบเรือนร้านค้า สร้างหันด้านยาวและชิดทางสัญจร เพื่อเปิดร้านค้าขายที่ชั้นล่าง



เรือนสมัยกลางที่ยังเป็นเรือนแฝดแต่ประดับตกแต่งด้วยไม้ฉลุลาย



เรือนไม้สมัยกลาง

เรือนสมัยกลางในจังหวัดลำพูนที่มีหลังคาซับซ้อน



เรือนสมัยกลางในจังหวัดลำพูนที่ตกแต่งด้วยไม้ฉลุลายอย่างงดงาม



การใช้เกล็ดไม้ติดตายในเรือนสมัยกลางประเภทเรือนร้านค้าที่ย่านวัดเกตุ

สถาปัตยกรรมไทย Thai Architecture

สถาปัตยกรรมไทย Thai Architecture


สถาปัตยกรรมไทย หมายถึงศิลปะการก่อสร้างของไทย อันได้แก่
อาคาร บ้านเรือน โบสถ์ วิหาร วัง สถูป และสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ ที่มี
มูลเหตุที่มาของการก่อสร้าง การก่อสร้างอาคารบ้านเรือนในแต่ละ
ท้องถิ่น จะมีลักษณะผิดแผกแตกต่างกันไปบ้าง ตามสภาพทาง
ภูมิศาสตร์ และคตินิยมของแต่ละท้องถิ่น แต่สิ่งก่อสร้างทางศาสนา
พุทธมักจะมีลักษณะที่ไม่แตกต่างกันมากนัก เพราะมีความเชื่อ
ความศรัทธาและแบบแผนพิธีกรรมที่เหมือน ๆ กัน สถาปัตยกรรมที่
มันนิยมนำมาเป็นข้อศึกษา มักเป็น สถูป เจดีย์ โบสถ์ วิหาร หรือ
พระราชวัง เนื่องจากเป็นสิ่งก่อสร้างที่คงทน มีการพัฒนารูปแบบ
มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน และได้รับการสรรค์สร้างจากช่างฝีมือที่
เชี่ยวชาญ พร้อมทั้งมีความเป็นมาที่สำคัญควรแก่การศึกษา อีกประ
การหนึ่งก็คือ สิ่งก่อสร้างเหล่านี้ ล้วนมีความทนทาน มีอายุยาวนาน
ปรากฎเป็นอนุสรณ์ให้เราได้ศึกษาเป็นอย่างดี สถาปัตยกรรมไทย
สามารถจัดหมวดหมู่ ตามลักษณะการใช้งานได้ 2 ประเภท คือ

1. สถาปัตยกรรมที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัย ได้แก่ บ้านเรือน ตำหนัก วัง
และพระราชวัง เป็นต้น บ้านหรือเรือนเป็นที่อยู่อาศัยของสามัญชน
ธรรมดาทั่วไป ซึ่งมีทั้งเรือนไม้ และเรือนปูน เรือนไม้มีอยู่ 2 ชนิด
คือ เรือนเครื่องผูก เป็นเรือนไม้ไผ่ ปูด้วยฟากไม้ไผ่ หลังคามุงด้วย
ใบจาก หญ้าคา หรือใบไม้ อีกอย่างหนึ่งเรียกว่า เรือนเครื่องสับ
เป็นไม้จริงทั้งเนื้ออ่อน และเนื้อแข็ง ตามแต่ละท้องถิ่น หลังคามุง
ด้วยกระเบื้องดินเผา พื้นและฝาเป็นไม้จริงทั้งหมด ลักษณะเรือน
ไม้ของไทยในแต่ละท้องถิ่นแตกต่างกัน และโดยทั่วไปแล้วจะมี
ลักษณะสำคัญร่วมกันคือ เป็นเรือนไม้ชั้นเดียว ใต้ถุนสูง หลังคา
ทรงจั่วเอียงลาดชัน
ตำหนัก และวัง เป็นเรือนที่อยู่ของชนชั้นสูง พระราชวงศ์ หรือ
ใช้เรียกที่ประทับชั้นรอง ของพระมหากษัตริย์ สำหรับพระราชวัง
เป็นที่ประทับของพระมหากษัติรย์ พระที่นั่ง เป็นอาคารที่มีท้อง
พระโรงซึ่งมีที่ประทับสำหรับออกว่าราชการ หรือกิจการอื่น ๆ


2. สถาปัตยกรรมที่เกี่ยวข้องศาสนา
ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในบิรเวณสงฆ์
ที่เรียกว่า วัด ซึ่งประกอบไปด้วยสถาปัตยกรรมหลายอย่าง ได้แก่
โบสถ์ เป็นที่กระทำสังฆกรรมของพระภิกษุ วิหารใช้ประดิษฐาน
พระพุทธรูปสำคัญ และกระทำสังฆกรรมด้วยเหมือนกัน กุฎิ เป็นที่
อยู่ของพระภิกษุ สามเณร หอไตร เป็นที่เก็บรักษาพระไตรปิฎก
และคัมภีร์สำคัญทางศาสนา หอระฆังและหอกลอง เป็นที่ใช้เก็บ
ระฆังหรือกลองเพื่อตีบอกโมงยาม หรือเรียกชุมนุมชาวบ้าน สถูป
เป็นที่ฝังสพ เจดีย์ เป็นที่ระลึกอันเกี่ยวเนื่องกับศาสนา ซึ่งแบ่งได้
4 ประเภท คือ

1. ธาตุเจดีย์ หมายถึง พระบรมธาตุ และเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารี
ริกธาตุของพระพุทธเจ้า
2. ธรรมเจดีย์ หมายถึง พระธรรม พระวินัย คำสั่งสอนทุกอย่าง
ของพระพุทธเจ้า
3. บริโภคเจดีย์ หมายถึง สิ่งของเครื่องใช้ของพระพุทธเจ้า หรือ
ของพระภิกษูสงฆ์ได้แก่ เครื่องอัฐบริขารทั้งหลาย
4. อุเทสิกเจดีย์ หมายถึง สิ่งที่สร้างขึ้น เพื่อเป็นที่ระลึกถึงองค์
พระพุทธเจ้า เช่น สถูปเจดีย์ ณ สถานที่ทรงประสูติ ตรัสรู้ แสดง
ปฐมเทศนา ปรินิพพาน และรวมถึงสัญลักษณ์อย่างอื่น เช่น พระ
พุทธรูป ธรรมจักร ต้นโพธิ์ เป็นต้น

วันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2552

เรือนไทยภาคอีสาน สถาปัตยกรรมไทย


เรือนไทยภาคอีสาน สถาปัตยกรรมไทย
เรือนไทยภาคอีสาน เป็นหนึ่งในเรือนไทย 4 ภาคของไทย แบ่งออกได้เป็นการ ปลูกเรือนในลักษณะชั่วคราว กึ่งถาวร หรือเรือนถาวร
ประเภทของเรือนอีสาน
1. ลักษณะชั่วคราว
สร้างไว้ใช้เฉพาะบางฤดูกาล เช่น " เถียงนา" หรือ "เถียงไฮ่" ทำยกพื้นสูงเสาไม้จริง โครงไม้ไผ่หลังคามุงหญ้าหรือแป้นไม้ที่รื้อมา จากเรือนเก่า พื้นไม้ไผ่สับฟากทำฝาโล่งหากไร่นาไม่ไกลสามารถไปกลับ ได้ มีอายุใช้งาน 1-2 ปี สามารถรื้อซ่อมใหม่ได้ง่าย
2. ลักษณะกึ่งถาวร
คือกระต๊อบ หรือเรือนเล็ก ไม่มั่นคงแข็งแรงนัก มีชื่อเรียก " เรือนเหย้า" หรือ " เฮือนย้าว" หรือ "เย่าเรือน " อาจเป็นแบบเรือนเครื่องผูก หรือเป็นแบบเรือนเครื่องสับก็ได้ เรือนเหย้ากึ่งถาวรยังมี " ตูบต่อเล้า " ซึ่งเป็นเพิงที่สร้างอิงกับตัวเล้าข้าว และ "ดั้งต่อดิน" ซึ่งเป็น เรือนที่ตัวเสาดั้งจะฝังถึงดินและใช้ไม้ท่อนเดียวตลอดสูงขึ้นไปรับอกไก่ เป็นเรือนพักอาศัยที่แยกมาจากเรือนใหญ่ เรือนเหย้ากึ่งถาวรอีกประเภทหนึ่ง คือ "ดั้งตั้งคาน" หรือ ดั้งตั้งขื่อ" ลักษณะคล้ายเรือนเกยทั่วไป แต่พิถีพิถันน้อยกว่า อยู่ในประเภทของเรือนเครื่องผูก แตกต่างจากเรือนดั้งต่อดิน ตรงที่เสาดั้งต้นกลาง จะลงมาพักบนคานของด้านสะกัด ไม่ต่อถึงดิน
3. ลักษณะถาวร
เป็นเรือนเครื่องสับหรือเรือนไม้กระดานอาจจำแนกได้เป็น 3 ชนิด คือ คือ เฮือนเกย เฮือนแฝด เฮือนโข่ง ลักษณะใต้ถุนสูงเช่นเดียวกับภาคอื่น ๆ เรือน เครื่องสับเหล่านี้ ไม่นิยมเจาะช่องหน้าต่างมักทำ หน้าต่างเป็นช่องแคบ ๆ ส่วนประตูเรือนทำเป็นช่องออกทางด้านหน้าเรือนเพียงประตูเดียว ภายในเรือนจึงค่อน ข้างมืด เพราะในฤดูหนาวมีลมพัดจัดและอากาศจัดจึงต้องทำเรือนให้ทึบและกันลมได้หลังคาเรือนทำเป็นทรงจั่วอย่างเรือนไทยภาคกลางมุงด้วยกระเบื้องดินเผาหรือกระเบื้องไม้สักจั่วกรุด้วยไม้ตีเกล็ดเป็นรูปรัศมีของอาทิตย์ทั้งสองด้าน รอบหลังคาไม่มีชายคาหรือปีกนกยื่นคลุมตัวบ้านเหมือนอย่างเรือนไทยภาคกลาง

เอกลักษณ์ของเรือนไทยภาคอีสาน
- ไม่นิยมทำหน้าต่างทางด้านหลังตัวเรือน ถ้าจะทำจะเจาะเป็นช่องเล็ก ๆ พอให้ยี่นศีรษะออกไปได้เท่านั้น
- ไม่นิยมต่อยอดป้านลมให้สูงขึ้นไปเหมือนเรือนของชาวไทยล้านนาที่เรียกว่ากาแล
- ไม่นิยมตั้งเสาเรือนบนตอหม้อ เหมือนเรือนของชาวไทยมุสลิมทางภาคใต้ ด้วยเหตุที่ชาวไทยภาคอีสานปลูกเรือนด้วยการฝังเสา จึงไม่มีการตั้งบนตอหม้อ

องค์ประกอบของเรือนไทยภาคอีสาน
1. เรือนนอนใหญ่ จะวางด้านจั่วรับทิศตะวันออก-ตะวันตก ส่วนมากจะมีความยาว 3 ช่วงเสา เรียกว่า "เรือนสามห้อง" ใต้ถุนโล่ง ชั้นบนแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ
1.1 ห้องเปิง เป็นห้องนอนของลูกชาย มักไม่มีการกั้นห้อง
1.2 ห้องพ่อ-แม่ อาจกั้นเป็นห้องหรือปล่อยโล่ง
1.3 ห้องนอนลูกสาว มีประตูเข้ามีฝากั้นมิดชิด หากมีลูกเขยจะให้นอนในห้องนี้
ส่วนชั้นล่างของเรือนนอนใหญ่ อาจใช้สอยได้อีก เช่น กั้นเป็นคอกวัวควาย ฯลฯ
2. เกย คือบริเวณชานโล่งที่มีหลังคาคลุม เป็นพื้นที่ลดระดับลงมาจากเรือนนอนใหญ่ มักใช้เป็นที่รับแขก หรือที่รับประทานอาหาร ส่วนของใต้ถุนจะเตี้ยกว่าปกติ อาจไว้ใช้เป็นที่เก็บฟืน
3. เรือนแฝด เป็นเรือนทรงจั่วแฝด เช่นเดียวกับเรือนนอน โครงสร้างทั้งคานพื้นและขื่อหลังคา จะฝากไว้กับเรือนนอน แต่หากเป็นเรือนแฝดลดพื้นลงมากกว่าเรือนนอน ก็มักเสริมเสาเหล็กมารับคานไว้อีกแถวหนึ่งต่างหาก
4. เรือนโข่ง มีลักษณะเป็นเรือนทรงจั่วเช่นเดียวกับเรือนนอนใหญ่ แต่ต่างจากเรือนแฝดตรงที่โครงสร้างของเรือนโข่งจะแยก ออกจากเรือนนอนโดยสิ้นเชิง สามารถรื้อถอนออกไปปลูกใหม่ได้โดยไม่กระทบกระเทือนต่อเรือนนอน
5. เรือนไฟ (เรือนครัว) ส่วนมากจะเป็นเรือน 2 ช่วงเสา มีจั่วโปร่งเพื่อระบายควันไฟ ฝานิยมใช้ไม้ไผ่สานลายทแยงหรือลายขัด
6. ชานแดด เป็นบริเวณนอกชานเชื่อมระหว่างเกย เรือนแฝดกับเรือนไฟ มีบันไดขึ้นด้านหน้าเรือน มี "ฮ้างแอ่งน้ำ" อยู่ตรงขอบของ ชานแดด บางเรือนที่มีบันไดขึ้นลงทางด้านหลังจะมี "ชานมน" ลดระดับลงไปเล็กน้อยโดยอยู่ด้านหน้าของเรือนไฟ